ประมุขคาราเต้ไทย วางแผนผลักดันคาราเต้ไทยสู่สากล ปูทางสู่โอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่ญี่ปุ่น

ดร.อนิวัธติ์ ศิริเดชวราวงศ์ ประมุขคาราเต้ไทยร่วมกับกรรมการบริหาร และเจ้าหน้าที่สมาคมทุกฝ่ายวางแผนผลักดันคาราเต้ไทยสู่สากลมากขึ้นในปี 2018 เน้น “เอเชียนเกมส์ที่อินโดนีเซีย” กับ “ยูธโอลิมปิกที่อาร์เจนติน่า” เพื่อปูทางสู่โอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่ญี่ปุ่น

        ตามที่กีฬาคาราเต้ถูกบรรจุลงในกีฬาโอลิมปิก 2020 ที่โตเกียวเป็นครั้งแรก ทำให้สมาคมกีฬาคาราเต้โดแห่งประเทศไทย ตื่นตัวเตรียมผลักดันบุคลากร โค้ช และ นักกีฬา ตามแผนร่าง “คาราเต้ 4.0” ซึ่งเป็นแผนโรดแมบที่จะใช้ดำเนินการในระยะยาวถึงปี 2020

        ผศ.ดร.ดอน อิศรากร เลขาธิการสมาคมกีฬาคาราเต้โดแห่งประเทศไทย หัวหอกคนต้นคิดแผนร่าง “คาราเต้ 4.0” เปิดเผยว่า Concept ของแผนร่างนี้ จะดำเนืนการตามแนวทางของ “Smart Karate” ซึ่งเป็นยุคที่บริหารจัดการแบบมีโฟกัส ดังนั้น ในปี 2018 จะมีรายการใหญ่ 2 รายการคือเอเชียนเกมส์ที่อินโดนีเซีย กับ ยูธโอลิมปิกที่อาร์เจนติน่า โดยในช่วงกลางเดือนนี้จะมีการเรียกนักกีฬาเข้าแคมป์รายงานตัวและเริ่มฝึกซ้อมเพื่อเตรียม 2 รายการนี้ ซึ่งจะเน้นนักกีฬาซีเกมส์ที่มาเลเซียเป็นหลัก ส่วนคนอื่นๆก็ยังมีลุ้นติดทีมชาติหากพัฒนาฝีมือได้ดี

        แม่ทัพของสมาคมเผยต่อว่า ในเอเชียนเกมส์นั้นคาราเต้ไทยน่าจะได้โควต้าทั้งหมด 8 คน จากเดิมที่ได้เพียง 5 คน ทำให้เรามีโอกาสทำผลงานได้มากขึ้น ถึงแม้ว่าในซีเกมส์ที่ผ่านมานั้นอาจจะพลาดได้เพียง 1 เหรียญทอง จากทั้งหมดที่เข้าชิง 6 คน ซึ่งก็เป็นผลพวงมาจากการตัดสินที่ไม่เป็นธรรมของกรรมการในซีเกมส์ อย่างไรก็ตามในเอเชียนเกมส์คาดว่าจะต้องเจอเหมือนในซีเกมส์แต่ก็ยังเชื่อว่าจะมีเหรียญทองอย่างน้อย 1 เหรียญ ส่วนยูธโอลิมปิกนั้น ทาง “โค้ชแจ็ค” พลวศิน สารธรรม เป็นผู้ดูแลภายใต้การควบคุมดูแลของ “โค้ชบอย” ดุลยรัตน์ รัตนพันธ์ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย ซึ่งจากรายงานต่างๆ ที่ตนได้รับมาตลอด และจากการสังเกตของตน เห็นว่า ไอยกะ โอกาซากิ นักคาราเต้ลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น เจ้าของแชมป์โลกเยาวชนคนล่าสุด ถือว่ามีพัฒนาการที่ดีมากและมีโอกาสสูงที่สุดในการคว้าตั๋วยูธโอลิมปิก ซึ่งทั้ง 2 รายการนี้จะไม่ขอกดดันดันกีฬาคนใดคนหนึ่งแต่จะตั้งเป้ารวมๆไว้คือเอเชียนเกมส์ 1 เหียญทอง และ ยูธโอลิมปิกติด 1 ใน 3